หน้าแรก / บทความ / หลักการบอกขนาดในแบบงานตาม ISO 129-1
พื้นฐาน · การบอกขนาด

หลักการบอกขนาดในแบบงานตาม ISO 129-1

อ่าน 5 นาที · อัปเดต 30 ต.ค. 2026

การบอกขนาดตาม ISO 129-1 ประกอบด้วยเส้นช่วยบอกขนาด เส้นบอกขนาด หัวลูกศรหรือปลายเส้น และตัวเลขขนาดที่วางเหนือเส้น โดยตัวเลขนิยมสูง 3.5 mm ใช้ Ø กับรูและ R กับส่วนโค้ง แต่ละรูปร่างบอกขนาดเพียงครั้งเดียว บทความนี้อธิบายแต่ละส่วนพร้อมภาพประกอบ และวิธีเลือกระหว่างการบอกขนาดแบบต่อกันกับแบบจากฐาน

ส่วนประกอบของการบอกขนาด

การบอกขนาดหนึ่งตำแหน่งประกอบด้วยสี่ส่วนที่ต้องเขียนให้ถูกพร้อมกัน ถ้าส่วนใดผิด ช่างจะอ่านแบบช้าลง หรือแย่กว่านั้นคืออ่านผิด

120 เส้นช่วยบอกขนาด ตัวเลขขนาด เส้นบอกขนาด หัวลูกศร ช่องว่างเล็กน้อย ขอบชิ้นงาน (เส้นหนา)
เส้นช่วยบอกขนาดลากจากขอบชิ้นงาน เส้นบอกขนาดมีหัวลูกศรสองข้าง และตัวเลขวางเหนือเส้นบอกขนาด

1. เส้นช่วยบอกขนาด (extension line)

เป็นเส้นบางต่อออกมาจากขอบหรือจุดที่ต้องการวัด ตั้งฉากกับระยะที่บอก ตามธรรมเนียมจะเว้นช่องว่างเล็กน้อยจากขอบชิ้นงาน และลากเลยเส้นบอกขนาดออกไปประมาณ 2 mm เพื่อให้เห็นชัดว่าเส้นบอกขนาดสิ้นสุดตรงไหน

2. เส้นบอกขนาด (dimension line)

เป็นเส้นบางขนานกับระยะที่วัด ลากระหว่างเส้นช่วยทั้งสอง ควรวางห่างจากขอบชิ้นงานอย่างน้อยประมาณ 8–10 mm บนกระดาษ และถ้ามีหลายเส้นซ้อนกัน ให้เว้นระยะระหว่างแต่ละเส้นเท่า ๆ กัน ห้ามใช้เส้นขอบชิ้นงานหรือเส้นศูนย์กลางเป็นเส้นบอกขนาด

3. ปลายเส้นบอกขนาด (terminator)

งานเครื่องกลนิยมหัวลูกศรปลายแหลมทึบ มุมประมาณ 15–30 องศา ส่วนงานสถาปัตย์นิยมขีดเฉียง 45 องศาหรือจุด ISO 129-1 อนุญาตหลายแบบ แต่ในแบบหนึ่งแผ่นควรใช้แบบเดียวกันทั้งหมด ถ้าระยะแคบจนลูกศรไม่พอที่ ให้กลับหัวลูกศรไปไว้ด้านนอกเส้นช่วย

4. ตัวเลขขนาด

ตัวเลขวางอยู่กลางเส้นบอกขนาด อยู่เหนือเส้นเล็กน้อยโดยไม่แตะเส้น และอ่านได้จากด้านล่างหรือด้านขวาของแผ่นแบบ ความสูงตัวอักษรที่นิยมใช้ในแบบทั่วไปคือ 3.5 mm ซึ่งอยู่ในชุดความสูงมาตรฐานของ ISO 3098 (2.5, 3.5, 5, 7, 10 mm) หน่วยเป็นมิลลิเมตรโดยไม่ต้องเขียน "mm" ต่อท้าย แต่ให้ระบุไว้ใน title block ครั้งเดียว

สัญลักษณ์ที่ใช้คู่กับตัวเลขขนาด

สัญลักษณ์ความหมายตัวอย่าง
Øเส้นผ่านศูนย์กลางØ20
RรัศมีR5
SØ / SRเส้นผ่านศูนย์กลาง/รัศมีทรงกลมSR10
□หน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส□12
×ลบมุมหรือจำนวนซ้ำ2 × 45°, 4 × Ø6
( )ขนาดอ้างอิง ไม่ใช้ตรวจรับ(150)

หลักการใช้ Ø และ R ในทางปฏิบัติคือ วงกลมเต็มวงหรือรูให้บอกเป็น Ø เพราะช่างวัดด้วยเวอร์เนียหรือเลือกดอกสว่านจากเส้นผ่านศูนย์กลาง ส่วนส่วนโค้งที่ไม่ครบวง เช่น มุมมน ให้บอกเป็น R ถ้ามีรูขนาดเดียวกันหลายรู เขียนครั้งเดียวว่า 4 × Ø6 แทนการบอกทุกรู

กฎที่ช่างเขียนแบบมักพลาด

ไม่บอกขนาดซ้ำ

แต่ละรูปร่างควรถูกบอกขนาดเพียงครั้งเดียว ในวิวที่เห็นรูปร่างนั้นชัดที่สุด ถ้าบอกความยาวรวมแล้วยังบอกระยะย่อยครบทุกช่วงอีก จะเกิดขนาดเกินกำหนด (over-dimensioning) เมื่อค่าพิกัดความเผื่อของแต่ละช่วงรวมกันไม่ตรงกับความยาวรวม ช่างจะไม่รู้ว่าต้องยึดตัวเลขไหน ถ้าอยากให้เห็นขนาดรวมเพื่อความสะดวก ให้ใส่วงเล็บเป็นขนาดอ้างอิง เช่น (120)

บอกขนาดครบพอที่จะผลิตได้

ด้านกลับกันคือขนาดไม่ครบ ช่างต้องเอาไม้บรรทัดวัดแบบเอง ทดสอบง่าย ๆ คือ ลองนึกว่าคุณเป็นคนทำชิ้นงานนี้ แล้วไล่ดูว่ารู้ตำแหน่งและขนาดของทุกขอบและทุกรูจากตัวเลขบนแบบหรือไม่

หลีกเลี่ยงการบอกขนาดถึงเส้นประ

เส้นประคือขอบที่ถูกบัง ถ้าต้องบอกขนาดของรูปร่างภายใน ให้ตัดภาพตัด (section) แล้วบอกขนาดบนขอบจริงแทน

บอกขนาดแบบต่อกัน (chain) กับแบบจากฐาน (baseline)

Chain dimensioning คือการบอกระยะต่อกันเป็นช่วง ๆ จากรูหนึ่งไปอีกรูหนึ่ง อ่านง่ายและเหมาะเมื่อระยะห่างระหว่างรูที่อยู่ติดกันสำคัญ แต่มีข้อเสียคือความคลาดเคลื่อนสะสม ถ้าแต่ละช่วงมีพิกัด ±0.1 สี่ช่วงต่อกันตำแหน่งรูสุดท้ายอาจคลาดจากขอบได้ถึง ±0.4

Baseline dimensioning คือการบอกทุกระยะจากขอบอ้างอิงเดียวกัน ความคลาดเคลื่อนไม่สะสม ตรงกับวิธีที่เครื่อง CNC และเลเซอร์ทำงานจากจุดศูนย์ เหมาะกับแผ่นเพลทที่มีรูหลายรูต้องตรงกับชิ้นงานอีกชิ้น ข้อเสียคือเส้นบอกขนาดซ้อนกันหลายชั้นกินพื้นที่ ทางแก้คือบอกแบบพิกัดสะสม (running dimension) ใช้เส้นเดียวมีตัวเลขบอกระยะจากศูนย์ที่แต่ละจุด

เลือกแบบไหนดี: ใช้ baseline เมื่อตำแหน่งเทียบกับขอบอ้างอิงสำคัญ (งานประกอบ งาน CNC) ใช้ chain เมื่อระยะระหว่างจุดที่ติดกันสำคัญกว่า (เช่น ระยะพิทช์ของรูยึดโซ่) และอย่าผสมสองแบบบนรูปร่างเดียวกันจนเกิดขนาดซ้ำ

บอกตำแหน่งรูและมุม

ตำแหน่งรูให้บอกระยะถึงจุดศูนย์กลางรูเสมอ ไม่ใช่ถึงขอบรู เพราะช่างจะมาร์กจุดศูนย์กลางแล้วเจาะ หรือเครื่อง CNC จะวิ่งไปที่พิกัดศูนย์กลาง รูที่เรียงเป็นวงบนหน้าแปลนให้บอกเส้นผ่านศูนย์กลางวงพิทช์ (PCD) พร้อมจำนวนรูและมุมระหว่างรู แทนการบอกพิกัด X, Y ทีละรู

ขนาดมุมเขียนเป็นองศา ใช้เส้นบอกขนาดเป็นส่วนโค้งที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดยอดมุม ส่วนการลบมุมขอบ 45 องศา นิยมเขียนรวมกันสั้น ๆ เช่น 2 × 45° หมายถึงลบมุมยาว 2 mm ที่ 45 องศา ถ้าเป็นมุมอื่นที่ไม่ใช่ 45 องศา ให้บอกระยะและมุมแยกกัน

บอกขนาดใน DXCAD2D Online

  1. วาดชิ้นงานด้วยขนาดจริง เช่น กด R พิมพ์ 120,80 Enter
  2. สร้างเลเยอร์ DIM ในแผงเลเยอร์ (แถบขวา) แล้วเลือกเป็นเลเยอร์ปัจจุบัน เพื่อแยกเส้นบอกขนาดออกจากเส้นชิ้นงาน
  3. เปิด F3 OSNAP กด D คลิกจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดที่มุมชิ้นงาน แล้วลากเมาส์ออกไปวางเส้นบอกขนาดห่างจากขอบ
  4. กด Tab ระหว่างวางเส้นบอกขนาด เพื่อสลับแนวนอน แนวตั้ง และแนวเฉียง
  5. สำหรับรู ใช้ข้อความชี้ (LE) เขียนกำกับ เช่น 4 × Ø6
  6. แบบสเปกที่รวมขนาดไว้ในตาราง ให้เส้นบอกขนาดแสดงตัวอักษร A, B, C แทนตัวเลขได้ ดูการตั้งชื่อจุดวัดและตารางขนาด
  7. เวลาส่งออก DXF เพื่อนำไปตัด ให้ซ่อนหรือแจ้งร้านว่าเลเยอร์ DIM ไม่ต้องตัด

ลองทำตามได้ทันที เปิดโปรแกรมเขียนแบบ 2D บนเบราว์เซอร์ ฟรี ไม่ต้องติดตั้ง ไม่ต้องสมัคร

เปิด DXCAD2D Online

สรุป

แบบที่บอกขนาดดีคือแบบที่ช่างอ่านแล้วทำได้โดยไม่ต้องถาม เส้นช่วยและเส้นบอกขนาดต้องเป็นเส้นบาง ตัวเลขสูง 3.5 mm วางเหนือเส้น ใช้ Ø กับรูและ R กับส่วนโค้ง แต่ละรูปร่างบอกขนาดครั้งเดียว และเลือก baseline เมื่อตำแหน่งเทียบกับขอบอ้างอิงสำคัญ ส่วนรายละเอียดเชิงลึก เช่น การบอกขนาดมุม ส่วนโค้ง และพิกัดความเผื่อ ให้ดูมาตรฐาน ISO 129-1 และ ISO 2768 ประกอบ